สยามคูโบต้าเลือกบ้านพระแก้วทำนาระบบ KAS พิสูจน์แล้วลดต้นทุน กำไรเพิ่มเท่าตัว

สยามคูโบต้า เลือกกลุ่มเกษตรกรทำนาแปลงใหญ่ที่บ้านพระแก้ว อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท ส่งเสริมปลูกข้าวคุณภาพสูง ด้วยรถดำนาและรถหยอดข้าวสยามคูโบต้า หวังให้ ชาวนาไทยปลูกข้าวคุณภาพสูง สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี ด้วย KUBOTA (Agri) Solutions เน้นให้เกษตรกรทำเกษตรปราณีต เพื่อช่วยลดต้นทุน และได้ผลผลิตสูง แกนนำชาวยืนยัน รุ่นแรกกำไรพุ่งเท่าตัว ลดเมล็ดพันธุ์กว่า 3 เท่าตัว ป้าขยายผลให้แก่เกษตรกรสมาชิกกลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านพระแก้วจำนวน 1,000 ไร่

นายสมศักดิ์ มาอุทธรณ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า สยามคูโบต้าตระหนักดีว่า การปลูกข้าวด้วยวิธีการทำนาดำาและนาหยอด ช่วยให้ผลผลิตมีคุณภาพและได้พันธุ์ข่าวที่บริสุทธิ์ อีกทั้งยังจะช่วยเกษตรกรลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และสามารถบำรุงรักษาต้นข้าวได้ง่าย จึงได้มีการส่งเสริมเกษตรกรปลูกข้าวคุณภาพสูงด้วยวิธีการใช้รถดำนาและรถหยอดข้าว ทดแทนการทำนาหว่าน โดยหนึ่งในพื้นที่ที่สยามคูโบต้าได้เข้าไปส่งเสริม คือ กลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านพระแก้ว อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท  โดยมีเป้าหมายสำคัญที่จะช่วยลดต้นทุน เพิ่มปริมาณและคุณภาพผลผลิต

“จังหวัดชัยนาท มีพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในเขตชลประทานเหมาะแก่การการทำนา แต่เกษตรกรบางส่วนยังคงประสบปัญหาการทำนาที่มีปัจจัยการผลิตสูง ทั้งค่าจ้างแรงงาน ค่าเมล็ดพันธุ์ รวมถึงค่าบำรุงรักษา จึงได้มีการส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่แห่งนี้เปลี่ยนจากการทำนาหว่าน มาเป็นนาดำและนาหยอด ด้วยการใช้เครื่องจักรกลการเกษตร เพื่อลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าว โดยเฉพาะข้าวคุณภาพ GAP ที่รัฐบาลได้สนับสนุนให้เกษตรกรเพาะปลูกอยู่ในขณะนี้” นายสมศักดิ์  กล่าว

กรรมการรองผู้จัด การใหญ่อาวุโส บริษัทสยามคูโบต้าฯ กล่าวอีกว่า สำหรับแนวทางการส่งเสริมเกษตรกรในกลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านพระแก้ว บริษัทฯ ได้ร่วมกับร้านค้าผู้แทนจำหน่าย และหน่วยงานราชการท้องถิ่น ลงพื้นที่ให้ความรู้และทำนาแปลงส่งเสริมการปลูกข้าวด้วยวิธี KUBOTA (Agri) Solutions มุ่งเน้นการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรในการเพาะปลูก ทั้งรถดำนา ที่ช่วยให้ความลึกในการปักดำต้นกล้ามีความสม่ำเสมอกัน และมีระยะที่เหมาะสมกับต้นข้าวในแต่ละพันธุ์

ด้านนายญฤทธิ์  หอมจันทร์ รองประธานกลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านพระแก้ว กล่าวด้วยว่า ย้อนไปเมื่อปีที่ผ่านมา สยามคูโบต้าได้เข้ามาส่งเสริมการปลูกข้าวให้แก่เกษตรกรในกลุ่ม โดยให้เปลี่ยนจากการกิโลกรัม/ไร่ และได้กำไรประมาณ 5,345 บาท/ไร่ ซึ่งต่างจากการท านาหว่าน ที่ได้ผลผลิตเพียง 670 กิโลกรัมไร่และได้กำไรประมาณ 3,058 บาท/ไร่

“สมัยที่ผมทำนาหว่าน ต้นข้าวจะมีความหนาแน่นเยอะมาก ทำให้บำรุงรักษายาก ยิ่งในขั้นตอนของการกำจัดวัชพืชและแมลง ต้องใช้ปุ๋ ยและยาฆ่าแมลงในปริมาณมาก ส่งผลให้ต้นทุนสูงถึง 4.9 บาท/กิโลกรัมต่างจากการทำนาโดยใช้เครื่องหยอดและรถปักดำ ที่ใช้ต้นทุนเพียง 3.6 – 3.8 บาท/กิโลกรัม เพราะว่ามีการใช้เครื่องหยอดและรถปักดำในขั้นตอนการปลูกทำให้ต้นข้าวเป็นแถวสวยงาม เรียงรายกันเป็นระเบียบ บำรุงรักษาได้ง่าย และต้นข้าวไม่ต้องแย่งปุ๋ยเวลาเจริญเติบโต ส่งผลให้ความสูงของต้นข้าวสม่ำเสมอกันนอกจากนี้ ยังช่วยลดการใช้เมล็ดพันธุ์ให้เหลือเพียง 8 กิโลกรัม/ไร่ ต่างจากการท านาหว่านที่ใช้เมล็ดพันธุ์สูงถึง 20 กิโลกรัม/ไร่

นายบุญฤทธิ์  บอกด้วยว่า ภายหลังจากการนำร่องให้กลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านพระแก้ว เปลี่ยนจากการทำ นาหว่านมาเป็นนาดำและนาหยอด ในปี 2562 บริษัทฯ จึงได้ตั้งเป้าขยายผลให้แก่เกษตรกรสมาชิกกลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านพระแก้วจำนวน 1,000 ไร่ เปลี่ยนวิธีจากการทำนาหว่านมาเป็นวิธีนาดำและนาหยอดทั้งหมด (โครงการ ZERO Broadcast)  เพื่อลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มผลผลิตทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ และลดการใช้สารเคมีต่อไป

 

ที่มา: เกษตรทำกิน