ครม.มีมติหนุนไทยเป็น “มหานครผลไม้ของโลก”

ครม.สัญจร อนุมัติตั้งระเบียงผลไม้ภาคตะวันออก หนุนไทยเป็นมหานครผลไม้ของโลก  พร้อมเห็นชอบร่างพรบ.สถาบันการเงินประชาชน
นายสนธิรัตน์  สนธิจิรวงศ์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  บอกว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี หรือ ครม.สัญจรที่จังหวัดจันทบุรี อนุมัติในหลักการโครงการจัดตั้งระเบียงผลไม้ภาคตะวันออก หรือ Eastern Fruit Corridor ในพื้นที่ภาคตะวันออก เพื่อให้ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตและตลาดผลไม้เมืองร้อนที่มีคุณภาพ   เป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยได้อนุมัติวงเงินงบประมาณเพื่อดำเนินโครงการ ในระยะที่ 1 จำนวน 80 ล้านบาท  เริ่มดำเนินการในปีงบประมาณ 2561
ภายใต้การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ 5 ด้าน ได้แก่ การบริหารจัดการผลผลิต การบริหารจัดการการตลาด การวิจัยและพัฒนา พัฒนาองค์กรและเกษตรกร และพัฒนาระบบฐานข้อมูลสารสนเทศ
นอกจากนี้ ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการผลักดันประเทศไทยให้เป็นมหานครผลไม้ของโลก ระหว่าง 4 หน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงพาณิชย์  หอการค้าไทย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยบูรพา โดยจะร่วมกันกำหนดมาตรฐานผลไม้ไทย   เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ทั้งในและต่างประเทศ ขณะเดียวกันยังเป็นการสร้างเครือข่ายผู้ผลิต และเครือข่ายตลาด นำไปสู่การยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสินค้าผลไม้ของไทย
รัฐมนตรีพาณิชย์ มั่นใจว่า  จะสามารถผลักดันให้ประเทศไทยเป็นมหานครผลไม้ของโลกได้แน่นอน เพราะการลงนามความตกลง  ครอบคลุมไปถึงการเชื่อมโยงตลาดผลไม้ ระหว่างผู้ผลิตผลไม้ในภาคตะวันออกและในภูมิภาคต่างๆ กับผู้รับซื้อ ทั้งในและต่างประเทศ  ซึ่งจะช่วยให้ชาวสวนมีตลาดรองรับที่แน่นอน ตลอดจนมีความร่วมมือในการรวบรวม การขนส่ง และการกระจายสินค้า  ทั้งในประเทศและการส่งออก
นอกจากนี้ ที่ประชุมครม.  ยังได้เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ หรือ พ.ร.บ. สถาบันการเงิน เพื่อเปิดโอกาสให้กลุ่มออมทรัพย์ กองทุนหมู่บ้าน  กลุ่มสัจจะ สหกรณ์  จัดตั้งเป็นองค์กรในรูปแบบของนิติบุคคลโดยมีกฎหมายรองรับ เพื่อดูแลการเงินระดับฐานรากให้กับประชาชนในท้องถิ่น ลดความเหลื่อมล้ำ ของระดับรายได้ และ ลดปัญหาหนี้นอกระบบนำไปสู่การพัฒนาชุมชนในท้องถิ่นให้สามารถเลี้ยงตัวเองได้
ซึ่งดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี บอกว่า ได้กำหนดเป้าหมายตั้งสถาบันการเงินประชาชน 1 ตำบล 1 แห่ง คาดว่า  จะมีสถาบันการเงินชุมชนทั่วประเทศ 3,500-3,700 แห่ง   ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินได้ 20-30 ล้านคน
ที่มา: http://www.moneychannel.co.th/news_detail/20821