เกษตรกรริมแม่นํ้าโขง ปลูกพืชใช้นํ้าน้อยเป็นอาชีพเสริม

 สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม ได้เผยแพร่ข้อมูลการปลูกพืชผักของเกษตรกรบริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขงว่า  ในช่วงนี้ระดับน้ำในแม่น้ำโขงลดระดับลง ทำให้มีพื้นที่บริเวณริมฝั่งที่เกษตรกรสามารถใช้ทำแปลงเกษตรได้

ซึ่งส่วนใหญ่หลังจากการเกี่ยวข้าวเสร็จก็จะเตรียมแปลงปลูก เพื่อสร้างอาชีพเสริมและรายได้ โดยได้มีการปลูกพืชหลายชนิดหมุนเวียนกันไปตามความต้องการของตลาด เช่น คะน้า กะหล่ำ ข้าวโพด พริก มะเขือเทศ ผักสลัด และยาสูบ เป็นต้น

แต่ละคนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำโขงจะวางแผนการปลูก ให้สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้มีรายได้ในทุก ๆ วัน จากการขายผลผลิต โดยเฉพาะในช่วงนี้ได้มีการปลูกผักกวางตุ้งตัดดอกจำหน่าย ในราคากิโลกรัมละ 15 บาท สามารถสร้างรายได้กว่า 30,000 บาทต่อเกษตรกร 1 ราย และยังสามารถเก็บดอกขายได้อย่างต่อเนื่องอีกประมาณ 1 เดือน ซึ่งจะมีพ่อค้า มารับซื้อถึงแปลงปลูก ทำให้มีเวลาในการดูแล  พืชผักและเก็บผลผลิตจำหน่ายในวันถัดไปได้

บางรายก็เลือกปลูกพืชอายุสั้นที่ใช้น้ำน้อย และเป็นที่ต้องการของตลาดทำให้มีรายได้ที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน แถมสามารถหมุนเวียนเงินทุนในการทำกิจกรรมอื่น ๆ ได้ เกษตรกรบางรายก็เข้าร่วมการอบรมการปลูกพืชแบบปลอดภัยและการทำการเกษตรแบบอินทรีย์ ที่ทางสำนักงานเกษตรอำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม จัดขึ้นเมื่อก่อนหน้านี้ทำให้มี  ความรู้ในการเตรียมดินที่ถูกต้อง ตลอดถึงการใช้ปุ๋ยบำรุงดินแบบปลอดภัย ทำให้ได้ผลผลิตที่มีความปลอดภัย และตลาดมีความต้องการ ด้วยเป็นผักที่ดีต่อสุขภาพเมื่อนำไปบริโภค แถมสามารถเก็บรักษาผลผลิตไว้ได้นาน และยังมีรสชาติที่ดีอีกด้วย

ที่สำคัญอีกประการคือ พื้นที่ริมแม่น้ำโขงจะมีดินตะกอนที่ไหลมากับน้ำทับถมอยู่บริเวณริมฝั่งหลังน้ำลด ทำให้ได้ปุ๋ยตามธรรมชาติ ที่เหมาะต่อการทำการเกษตร ได้ผลผลิตงอกงาม ซึ่งแทบทุกปีที่ผ่านมาเกษตรกรบางรายในพื้นที่จะอาศัย  ช่วงน้ำลดปลูกผักฤดูหนาว ประกอบด้วย ผักหอม ผักกาด ผักคะน้า ผักบุ้ง และสลัด ซึ่งใช้เวลาปลูกประมาณ 2-3 เดือน ก็ส่งขายได้

และหากปีไหนน้ำลดเร็วก็สามารถปลูกพืชผักได้เร็วขึ้น สามารถเก็บผลผลิตขายได้ตั้งแต่ต้นฤดู ซึ่งจะได้ราคาดี บางรายใช้พื้นที่เพียง 3 งาน ปลูกพืชผักอายุสั้นใช้น้ำน้อยและเจริญเติบโตเร็ว และปลูกแบบผสมผสาน หลากหลายชนิดพืชในพื้นที่เดียวกัน ทำให้ลดต้นทุนการผลิตในการเตรียมพื้นที่ตลอดถึงการดูแลรักษา

นำน้ำหมักชีวภาพ และปุ๋ยอินทรีย์ที่ผลิตขึ้นมาเองภายหลังจากเข้าไปศึกษาเรียนรู้ในพื้นที่ที่ทางสำนักงานเกษตรอำเภอนำไป มาปฏิบัติใช้ ทำให้การบำรุงต้นพืชไม่ต้องอาศัยสารเคมี เป็นการลดต้นทุนได้มาก ขณะที่ผลผลิตออกมาดี แถมมีตลาดที่แน่นอน ด้วยผู้บริโภคให้ความสนใจและซื้อไปบริโภคทุกวัน

บางรายก็ปลูกไว้บริโภคเองภายในครัวเรือน ไม่ต้องเสียเงินไปหาซื้อเหลือจึงแบ่งออกจำหน่ายเป็นรายได้เสริมให้กับครอบครัว ขณะที่ครอบครัวมีรายได้หลักจากอาชีพอื่น ทำให้ชีวิตมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ทั้งสุขภาพและเงินทองที่เหลือเก็บ.

 

ที่มา: เดลินิวส์ออนไล์