พาไปดูธุรกิจทำปลาแดดเดียว จากตู้พลังงานแสงอาทิตย์

ในบรรดารายการอาหารทั้งหลาย “ปลา” นับเป็นอีกเมนูที่หลายคนชื่นชอบบริโภคกันมาก ไม่ว่าจะเป็นปลาน้ำจืด ปลาทะเล โดยอาจนำไปทำเป็นอาหารได้หลายรูปแบบ ทั้งต้ม นึ่ง ทอด เผา ฯลฯ หรือแม้แต่นำไปปรุงแต่งร่วมกับอย่างอื่น เพื่อใช้เป็นอาหารสูตรเด็ดบนโต๊ะอาหาร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรสนิยมและความชอบของแต่ละคน

การ นำปลามาแปรรูปด้วยการทำเป็นปลาแดดเดียวถือเป็นการถนอมอาหารแบบพื้นบ้านที่ ได้รับความนิยมและมักเป็นเมนูอาหารเด็ดที่ต้องเปิบร่วมกับน้ำพริกและผักสด ผักลวกจิ้ม ทว่า…การทำปลาแดดเดียวหากคนทำขาดความใส่ใจในเรื่องความสะอาดแล้ว ก็อาจส่งผลเสียหายต่อคุณภาพ และไม่ปลอดภัยกับผู้บริโภค ด้วยเหตุนี้ผู้ซื้อควรระมัดระวังและหมั่นสังเกตอย่างละเอียดทุกครั้งที่ต้องการซื้อปลาแดดเดียวมาบริโภค

มีชาวบ้านหมู่ที่ 7 ตำบลบางกระบือ อำเภอเมือง จังหวัดสิงห์บุรี รวมตัวกันจำนวนกว่า 30 คน และใช้เวลาที่ว่างเว้นจากการทำนาหารายได้เสริม ด้วยการช่วยกันทำปลาแดดเดียวจาปลาช่อนแม่ลา ซึ่งเป็นปลาประจำจังหวัดไปแล้ว และปลาชนิดอื่นออกขาย พร้อมกับตั้งชื่อกลุ่มตัวเองว่า “กลุ่มแม่บ้านพัฒนาบ้านแม่ลา”ใช้เวลาว่างจากการทำนา  ทำปลาแดดเดียวหารายได้

คุณมลิวรรณ ทองเสม ทำหน้าที่ประธานกลุ่ม เล่าถึงจุดเริ่มต้นของกลุ่มว่า จากเดิมชาวบ้านมีอาชีพหลักคือ การทำนา ต่อมาเกิดปัญหาจากการทำการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นทางด้านธรรมชาติ ศัตรูพืช จนทำให้มีผลกระทบกับรายได้ จึงทำให้ทุกคนรวมตัวกัน ปรึกษาหารือกัน เพื่อหาทางออกเกี่ยวกับรายได้ จากนั้นได้เริ่มทำกับข้าวขาย ถ้าหากขายไม่หมด สมาชิกกลุ่มนำกลับไปรับประทานที่บ้าน

ขณะเดียวกันได้รับความช่วยเหลือจากทางด้านประมงจังหวัด ด้วยการให้ความรู้เกี่ยวกับการทำปลาแดดเดียวและปลาอีกหลายชนิด พร้อมกับให้การสนับสนุนเครื่องมือ อุปกรณ์คือ ตู้พลังงานแสงอาทิตย์ จากนั้นจึงทำมาได้เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นปลาแดดเดียวจากปลาช่อนและปลาตะเพียน

ปลาช่อน ที่นำมาใช้จะซื้อจากชาวบ้านที่ไปจับมาจากแหล่งน้ำทางธรรมชาติ และเป็นปลาช่อนที่ชาวบ้านเลี้ยงกันในพื้นที่ อีกทั้งบางส่วนยังรับซื้อมาจากแหล่งอื่นต่างถิ่นด้วย ในช่วงปลายปีจะหาปลาง่ายและมีจำนวนมาก แต่ถ้าหากช่วงใดที่ปลาในพื้นที่มีน้อย จำเป็นต้องออกไปหาที่อื่น โดยใช้ปลาทุกชนิดในแต่ละครั้งไม่ต่ำกว่า 100 กิโลกรัม ทั้งนี้ จะเป็นปลาช่อนสัก 30 กิโลกรัม โดยรับซื้อปลาจากชาวบ้าน กิโลกรัมละ 80-100 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดและความสมบูรณ์ของปลา

ประธานกลุ่มเผยว่า ถ้านำปลาช่อน จำนวน 10 กิโลกรัม มาทำเป็นปลาแดดเดียว จะเหลือน้ำหนักเพียง 6-7 กิโลกรัม ยกเว้นถ้าปลาไม่ได้ตัดหัวออก อาจได้น้ำหนักมากกว่า และส่วนที่ตัดออกจากตัวปลา อย่าง พุง หรือส่วนอื่นจะไม่ทิ้ง แต่นำไปทำน้ำหมัก แล้วนำไปรดพืชผักต่างๆ ที่ปลูกวิธีเลือกปลาที่จะนำมาใช้ทำปลาแดดเดียว จะต้องเป็นปลาที่มีขนาด 5-6 ตัว ต่อกิโลกรัม จากนั้นเริ่มจากการแล่ปลา แล้วนำไปล้าง เสร็จแล้วนำไปหมักกับเกลือผสมน้ำตาลเล็กน้อย ทิ้งไว้ประมาณเกือบชั่วโมง แล้วให้นำไปล้างอีกครั้ง จากนั้นจึงนำไปตากในตู้พลังงานแสงอาทิตย์
ทั้งนี้ หากอากาศดี แดดดี ใช้เวลาเพียง 2-3 ชั่วโมง แต่ถ้าเจออากาศไม่ดี แดดน้อย อาจต้องใช้พัดลมช่วยเป่า การทำปลาแดดเดียวของกลุ่มจะทำกันเป็นประจำทุกวันพฤหัสบดี แล้วนำมาขายที่ตลาดเกษตรในทุกวันศุกร์-เสาร์และอาทิตย์ และยังรับยอดสั่งทำจากคนทั่วไป คุณมลิวรรณ บอกถึงข้อดีของตู้พลังงานแสงอาทิตย์ที่นำมาใช้ว่า สามารถป้องกันแมลงวันมาตอม ทำให้เกิดความปลอดภัยต่อผู้บริโภค ซึ่งตู้พลังงานแสงอาทิตย์นี้ มีขนาด กว้าง 2.5 เมตร ยาว 4 เมตร สามารถตากปลาแดดเดียวทุกชนิดได้ครั้งละประมาณ 40 กิโลกรัมนำไปขายที่ ตลาดเกษตร  ลูกค้าสนใจซื้อกันมาก แล้วยังส่งไปขายจังหวัดอื่นด้วย

ประธานกลุ่ม เผยว่า ครั้งแรกที่เริ่มทำปลาออกขาย ยังหาตลาดไม่ได้ ต้องออกตระเวนขายตามตลาดและสถานที่ต่างๆ แต่เมื่อทางสำนักงานเกษตรจังหวัดสิงห์บุรีได้จัดให้มีตลาดเกษตรขึ้น จึงได้นำปลาไปขาย และขายดีมาก จนทำให้มีลูกค้ารู้จักเพิ่มขึ้นอีกมากมาย โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสำคัญต่างๆ จะขายดีกว่าช่วงปกติ 2-3 เท่า

ด้านราคาขาย ถ้าเป็น ปลาช่อน ปลาสลิด กิโลกรัมละ 200 บาท ปลาสวาย กิโลกรัมละ 100 บาท ปลาดุก กิโลกรัมละ 140 บาท ทั้งนี้ราคาดังกล่าวกำหนดไว้ต่ำกว่าตลาดทั่วไป นอกจากนั้น ยังมีแม่ค้ารับไปขายทางภาคเหนือด้วย
สิ่งที่สมาชิกกลุ่มจะได้ นอกจากรายได้จำนวนหนึ่งที่หักแล้ว โดยมีรายได้ต่อคนในครั้งละประมาณ 600-700 บาท ยังสร้างความร่วมมือ สามัคคีกัน ซึ่งถือว่าเป็นอาชีพเสริมหลังการทำนา ที่สร้างเม็ดเงินได้ไม่น้อย ทั้งนี้เพราะพวกแม่บ้านจะมีเวลาว่างหลังจากเสร็จฤดูทำนาแล้วหลายเดือน

ปัจจุบัน งานกิจกรรมหลักของกลุ่มแม่บ้านพัฒนาบ้านแม่ลา คือการทำปลาแดดเดียวจากปลาช่อนแม่ลา ปลาร้า และปลาส้ม นอกจากนั้น ต่อยอดการสร้างอาชีพด้วยการทำขนมไทยโบราณ อย่าง ขนมตาล ขนมกล้วย ดอกจอก และทองม้วน อีกทั้งยังเปิดสอนให้คนที่สนใจ พร้อมกับเป็นสถานที่เรียนรู้และดูงานของคณะต่างๆ ที่แวะเวียนกันมาเที่ยวสิงห์บุรีด้วย
ประธานกลุ่มเผย ถึงการวางแผนไว้ในอนาคตคือ ความพยายามที่จะเข้าสู่ กลุ่ม OTOP ด้วยการพิสูจน์ถึงความสะอาดและปลอดภัย อีกทั้งต้องได้มาตรฐาน แต่ในขั้นตอนแรกนี้ต้องให้ผ่าน อย. ก่อน

“หากมีโอกาสเดินทางมาจังหวัดสิงห์บุรี อย่าลืมแวะมาอุดหนุนปลาแดดเดียวของทางกลุ่ม ทั้งนี้ สามารถหาซื้อโดยตรงที่กลุ่ม หรือมีวางขายที่ตลาดเกษตร ทุกวันศุกร์-เสาร์ และอาทิตย์ ขอรับประกันว่า มีความอร่อย สะอาด และปลอดภัย” ประธานกลุ่ม กล่าวทิ้งท้าย

สนใจแวะชมและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์จากปลาชนิดต่างๆ และขนมไทยโบราณของกลุ่มแม่บ้านพัฒนาบ้านแม่ลา ติดต่อที่ โทรศัพท์ (081) 928-8593

ข้อมูลข่าว : http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1445953784
#‎เกษตรนิวส์ #‎kasetnews #‎ข่าวเกษตร